การพัฒนาการเรียนรู้ เรื่อง ขนมไทยเพื่อสุขภาพ โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

โพสต์18 ก.ย. 2560 08:15โดยโรงเรียนบ้านปางคอม อำเภอปากชม   [ อัปเดต 18 ก.ย. 2560 08:27 ]

ชื่อเรื่อง             การพัฒนาการเรียนรู้ เรื่อง ขนมไทยเพื่อสุขภาพ โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน

กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

โรงเรียนบ้านปางคอม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1

ผู้วิจัย                 นางสาวจารุนันท์  ทรงพุฒิ   ครู  วิทยะฐานะ ชำนาญการ  โรงเรียนบ้านปางคอม

อำเภอปากชม   สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1

บทคัดย่อ

การพัฒนาการเรียนรู้ เรื่อง ขนมไทยเพื่อสุขภาพ โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5โรงเรียนบ้านปางคอม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

ประถมศึกษาเลย  เขต 1  ครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนเรื่อง ขนมไทยเพื่อสุขภาพ   กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพ 80/80 เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ขนมไทยเพื่อสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  ให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างก่อนเรียนละหลังเรียน เรื่อง ขนมไทยเพื่อสุขภาพ โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน

กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่องขนมไทยเพื่อสุขภาพ โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านปางคอม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย 

 เขต 1

            กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านปางคอม   สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย  เขต 1  จำนวน 27 คน ได้มาโดยการคัดเลือกแบบเจาะจง ( Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เอกสารประกอบการเรียน เรื่องขนมไทยเพื่อสุขภาพ มีค่าความเที่ยงตรงระหว่าง 0.60 – 1.00  แผนการจัดการเรียนรู้มีค่าความเที่ยงตรงระหว่าง 0.80-1.00  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ มีค่าความยาก ระหว่าง 0.43-0.69 ค่าอำนาจจำแนก ระหว่าง 0.45-0.76 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.96  แบบสอบถามความพึงพอใจ มีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.58-0.74 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.86 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่ ค่าความเที่ยงตรง ค่าความยาก  ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเชื่อมั่น ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบ ( t-test แบบ Dependent Samples)

 

 

ผลการวิจัย  พบว่า

1.         เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ขนมไทยเพื่อสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ

และเทคโนโลยี  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  โรงเรียนบ้านปางคอม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย  เขต 1  มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 84.72/88.76 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้

2.        ดัชนีประสิทธิผลของเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ขนมไทยเพื่อสุขภาพ กลุ่มสาระการ

เรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  โรงเรียนบ้านปางคอม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย  เขต 1  มีค่าเท่ากับ 0.7719 แสดงว่านักเรียนได้รับการพัฒนา คิดเป็นร้อยละ 77.19

3.        นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่อการพัฒนาการเรียนรู้ เรื่อง

ขนมไทยเพื่อสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  โรงเรียนบ้านปางคอม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย  เขต 1  หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

4.        นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้  เรื่อง ขนมไทยเพื่อ

สุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  โรงเรียนบ้านปางคอม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย  เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 


เผยแพร่ผลงานรายงานการใช้แบบฝึกทักษะศิลปะชุดหรรษางานศิลป์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

โพสต์22 ต.ค. 2559 02:39โดยโรงเรียนบ้านท่าสวรรค์ อำเภอนาด้วง   [ อัปเดต 9 มี.ค. 2560 22:54 โดย มณฑล พร้อมสันเทียะ ]

ชื่อเรื่อง           รายงานการใช้แบบฝึกทักษะศิลปะชุดหรรษางานศิลป์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

ผู้รายงาน         นางสาวนิภาพร ดีตะนะ

ปีที่ศึกษา         2558


บทคัดย่อ
            การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะศิลปะ ชุดหรรษางานศิลป์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3       ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 / 80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนที่ใช้แบบฝึก ทักษะศิลปะ ชุดหรรษางานศิลป์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้ แบบฝึกทักษะศิลปะชุดหรรษางานศิลป์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะชั้นประถมศึกษาปีที่ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ภาคเรียนที่ ปีการศึกษา 2558 จำนวน 17 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบฝึกทักษะศิลปะ ชุดหรรษางานศิลป์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทัศนศิลป์)ชั้นประถมศึกษาปีที่ แผนการจัดการเรียนรู้การใช้แบบฝึกทักษะศิลปะ ชุดหรรษางานศิลป์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบวัดความพึงพอใจ แบบแผน การทดลองใช้แบบกลุ่มเดียว (One Group pretest-posttest Design) สถิติที่ใช้คือค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( X )     ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบความแตกต่างใช้ค่า t – test (Dependent Sample)

ผลการศึกษาพบว่า 
            1. ผลการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะศิลปะชุดหรรษางานศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ จำนวน เล่ม โดยแต่ละเล่มมีประสิทธิภาพ E1/E2 ตามล าดับดังนี้ เล่มที่ เรื่อง เรื่อง เส้น สีหรรษา มีค่า E1/E2 เท่ากับ 87.66/85.88 เล่มที่ เรื่อง รูปร่าง รูปทรงแสนสนุก มีค่า E1/E2 เท่ากับ 85.79/85.29 เล่มที่ เรื่องพื้นผิว ที่ว่างและการจัดกลุ่มทัศนธาตุ มีค่า E1/E2 เท่ากับ 89.06/88.82 เล่มที่ เรื่องวาดภาพสร้างจิตนาการ มีค่า E1/E2 เท่ากับ 91.53/90.59 โดยรวมเฉลี่ยของแบบฝึกทักษะ ศิลปะชุดหรรษางานศิลป์ชั้นประถมศึกษาปีที่ ทั้งหมดจำนวน เล่ม มีค่าประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 88.51/87.64

            2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะศิลปะชุดหรรษา งานศิลป์ชั้นประถมศึกษาปีที่ สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

            3. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ที่มีต่อการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะศิลปะชุดหรรษางานศิลป์ ชั้นประถมศึกษา   ปีที่ โดยภาพรวม พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับความพึงพอใจมาก ( X = 4.83, S.D. = 0.38)

เผยแพร่ผลงานการพัฒนาการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ทศนิยม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

โพสต์20 ก.ค. 2559 23:18โดยโรงเรียนบ้านวังเป่ง อำเภอท่าลี่

ชื่อเรื่อง               :  การพัฒนาการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง  ทศนิยม  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 

ผู้ศึกษา                 นางกฤษดา  ดีวัน

วัน เดือน ปี          ปีการศึกษา  2558

                                                 

บทคัดย่อ

            การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  1) เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง ทศนิยม  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80    2) เพื่อศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ทศนิยม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ตามเกณฑ์ที่กำหนด  3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน  ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์เรื่อง ทศนิยม  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และ  4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนในการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง ทศนิยม  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านวังเป่ง  ที่กำลังศึกษาใน ปีการศึกษา 2558  จำนวน  2  คน   เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา  1) แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ทศนิยม  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  จำนวน 14  เล่ม   2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  3) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนในการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ทศนิยม ชั้นประถมศึกษาปี  ที่ 5  สถิติที่ใช้  คือร้อยละ(Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  (Standard  Deviation)  และ  t-test  (Paired  Samples)

ผลการศึกษา พบว่า

                1. แบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง ทศนิยม  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ  83.33/88.33  สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ  80/80

            2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง ทศนิยม  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  มีค่าประสิทธิผลเท่ากับ  0.7586  แสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ  75.86 

            3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  โรงเรียนบ้านวังเป่ง  เมื่อเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะแล้วพบว่า  นักเรียนมีความรู้ความสามารถในการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์หลังได้รับการเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  ( t = 11.00)     

            4. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระ การเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง ทศนิยม  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  มีค่าเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ  4.83 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  เท่ากับ  0.35  นักเรียนมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด  

 

คู่มือการบริหารการจัดการสถานศึกษาโรงเรียนบ้านก้างปลา

โพสต์10 ก.ค. 2559 02:38โดยโรงเรียนบ้านก้างปลา อำเภอเมืองเลย

โรงเรียนบ้านก้างปลาได้จัดทำคู่มือการบริหารสถานศึกษาโรงเรียนบ้านก้างปลา

แผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ 2558 โรงเรียนบ้านก้างปลา

โพสต์8 ก.ค. 2559 08:32โดยโรงเรียนบ้านก้างปลา อำเภอเมืองเลย

โรงเรียนบ้านก้างปลาได้จัดทำแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ 2558

ขอบข่ายงานโรงเรียนบ้านก้างปลา

โพสต์8 ก.ค. 2559 08:21โดยโรงเรียนบ้านก้างปลา อำเภอเมืองเลย

  โรงเรียนบ้านก้างปลามีการจัดทำแผนผังขอบข่ายงานฝ่ายต่างๆ

รายงานประจำปีของสถานศึกษา โรงเรียนบ้านก้างปลา ปีการศึกษา ๒๕๕๘

โพสต์6 ก.ค. 2559 01:15โดยโรงเรียนบ้านก้างปลา อำเภอเมืองเลย   [ อัปเดต 6 ก.ค. 2559 01:40 ]


แข่งขันทักษะวิชาการ เครื่องร่อนไกลและเครื่องร่อนนาน ป.6

โพสต์5 มี.ค. 2559 23:58โดยโรงเรียนบ้านห้วยหวาย อำเภอเมืองเลย


Best Practice โรงเรียนบ้านวังยาว

โพสต์24 ก.พ. 2559 20:54โดยศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา สพป.ลย1   [ อัปเดต 25 ก.พ. 2559 03:11 ]

 
 
 
 

 
 
 
 

 


ปากเนียม โมเดล

โพสต์24 ก.พ. 2559 18:24โดยโรงเรียนบ้านปากเนียม อำเภอปากชม   [ อัปเดต 24 ก.พ. 2559 18:24 โดย ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา สพป.ลย1 ]

โมเดลการบริหาร รร บ้านปากเนียม

1-10 of 16